Audience with the King

ความประทับใจเมื่อเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลา


ในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสู่สวรรคาลัย ได้มีการตีพิมพ์บทความเป็นจำนวนมาก ที่แสดงถึงพระราชอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาชนบท ด้านการเกษตรและชลประทาน ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการกีฬา ฯลฯ ไม่ว่าจะเขียนจากการรวบรวมพระราชกรณียกิจ หรือเขียนตามประสบการณ์ตรง จากการที่ผู้เขียนบทความเหล่านั้นได้เคยถวายงานด้านต่างๆ บทความเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนรำลึกถึงการที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาก่อนจะออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งถึงแม้จะเป็นประสบการณ์สั้นๆ และดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับบทความเฉลิมพระเกียรติที่ผู้อื่นได้เขียนไว้ แต่ในความรู้สึกของผู้เขียนแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนเกิดความประทับใจอย่างยิ่งในพระราชอัจฉริยภาพที่ยังไม่ค่อยได้ยินผู้ใดกล่าวถึง ผู้เขียนจึงได้พยายามเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นบทความสั้นๆ เพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษมาแล้ว ที่ผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชดำริให้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๐๘ จากทุน King’s Scholarship ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ แต่ก็มีอันถูกระงับไปตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เวลา ๑๒.๐๕ น. พันเอกจินดา ณ สงขลา เลขาธิการ ก.พ. ได้นำนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหกคน อันได้แก่ นายดำรง เกษมเศรษฐ์ นายสุวัฒน์ ธนียวัน นายวิทิต รัชชตาตะนันท์ นายภาสกร ขันธ์นะภา นางสาวกอบกุล ว่องพูลสิน (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลเป็น รายะนาคร) และผู้เขียน เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาและรับพระราชทานพร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ดังในรูปข้างบน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับบนพระเก้าอี้โซฟาในขณะที่พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พวกเรา ซึ่งหมอบกราบอยู่บนพรมแทบพระบาทของพระองค์ท่าน

หลังจากพระราชทานพระบรมราโชวาท ซึ่งผู้เขียนจำได้รางๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเพียรในการแสวงหาความรู้ พระองค์ท่านก็ทรงลุกขึ้นยืน พวกเราซึ่งไม่คุ้นกับการหมอบคลานเริ่มขยับแขนขาที่เป็นเหน็บชาอ่อนๆ จากการหมอบกราบอยู่ท่าเดียวเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทันใดนั้นเลขาธิการ ก.พ. ก็กราบบังคมทูลขึ้นอย่างว่องไวว่า นายภาสกร ขันธ์นะภา นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนจิตรลดา ขอพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ให้แก่นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงทั้งหกคน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และเป็นกำลังใจให้ขวนขวายเล่าเรียนจนสำเร็จตามพระบรมราโชวาท

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ได้อยู่ในวงการวัตถุมงคล ผู้เขียนขอเล่าเป็นเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า พระสมเด็จจิตรลดาจัดเป็นหนึ่งในสุดยอดพระมหามงคล เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกดผงมวลสารเข้าไปในแม่พิมพ์ให้เป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง มวลสารที่ว่านี้ประกอบด้วยวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัดในประเทศไทย ผสมกับวัตถุมงคลในพระองค์ เช่น เส้นพระเจ้า (เส้นผม) เป็นต้น ในสมัยประมาณพุทธทศวรรษที่ ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา พร้อมเอกสารแสดงหมายเลข (serial number) แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ที่ถวายงาน และที่ต้องเผชิญกับผู้ก่อการร้ายตามจังหวัดชายแดนของประเทศ โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานแต่ละรายว่า “ให้ปิดทองเฉพาะที่หลังองค์พระ” ซึ่งพระองค์ได้เคยพระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ด้วยว่าการปิดทองหลังองค์พระหมายถึงการทำความดีที่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ผู้อื่นรู้ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และการถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว ปัจจุบันผู้คนมักไม่ค่อยนึกถึงพระสมเด็จจิตรลดาในฐานะเป็นกุศโลบายของพระองค์ท่านที่จะให้ข้าราชการมีกำลังใจทำความดีแบบปิดทองหลังพระ แต่มักจะนึกถึงพระสมเด็จจิตรลดาในฐานะเป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ที่มีจำนวนจำกัด จึงเป็นที่ต้องการของผู้คนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากการที่เว็บไซต์พระเครื่องประเมินราคาไว้องค์ละเป็นหลักล้านบาท

แทนที่จะเสด็จขึ้น การกราบบังคมทูลของเลขาธิการ ก.พ. ดังกล่าวเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับลงบนพระเก้าอี้โซฟาอีกครั้งเพื่อพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พวกเราต่อไป ผู้เขียนจำได้อย่างแม่นยำว่าประโยคแรกของพระบรมราโชวาทคือ “การที่เราจะเป็นคนดีหรือคนชั่วไม่ได้อยู่ที่ว่าเราห้อยอะไรไว้ที่คอ แต่อยู่ที่การกระทำของเราเอง” จากนั้นก็ทรงมีพระบรมราชาธิบายอย่างละเอียดต่อไปอีกเป็นเวลานาน ถึงการเชื่อในผลการกระทำของเราเองมากกว่าเชื่อในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้เขียนกะประมาณจากความชาของขาซึ่งหมดความรู้สึกไปแล้วว่าพระบรมราชโชวาทช่วงนี้น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบห้านาที จบลงด้วยว่าไม่พระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาตามคำขอ แล้วก็เสด็จขึ้น

การที่ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทรอบพิเศษ แทนที่จะได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ทำให้ผู้เขียนเกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผู้เขียนได้ประสบกับตัวเอง ว่านอกเหนือจากพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ ที่พวกเรามักจะทราบกันดีอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระราชอัจฉริยภาพอย่างสมดุลย์ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทรงเลือกใช้กุศโลบายที่เหมาะสมกับบุคคลแต่ละกลุ่ม ในการกระตุ้นให้ทำความดีเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม

ผู้เขียนรำลึกถึงภาพยนต์สารคดีเฉลิมพระเกียรติเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ว่า เดิมทีเดียวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเข้าศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ตามความสนพระราชหฤทัย แต่หลังจากทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติอย่างกะทันหันใน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนไปทรงศึกษาในสายรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งได้ทรงลงทะเบียนเรียนวิชาในกลุ่มนิติศาสตร์เป็นจำนวนหลายวิชาในปีการศึกษาสุดท้าย ข้อมูลจากภาพยนต์ดังกล่าวทำให้ผู้เขียนพอจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ได้ว่า ต่อมาหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทยและทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกได้สิบห้าปี ท่ามกลางยุคสงครามเย็นระหว่างกลุ่มประเทศเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับกลุ่มประเทศในค่ายสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้ไทยต้องรักษาตัวให้รอดจากภัยของประเทศมหาอำนาจ ที่ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนตามทฤษฎีดอมิโน (domino theory) และที่พยายามใช้ไทยเป็นฐานในการสกัดกั้นกลุ่มประเทศค่ายตรงข้าม ในขณะที่ไทยต้องต่อสู้กับปัญหาการปลูกฝิ่นของชนกลุ่มน้อย และปัญหาความยากจนของคนไทยเองเป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้พระราชอัจฉริยภาพด้านรัฐศาสตร์ ทรงประดิษฐ์พระสมเด็จจิตรลดาขึ้นมาสำหรับข้าราชการที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในขณะปฏิบัติราชการที่ยากลำบากหรือมีความเสี่ยงภัยสูงเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ โดยความดีที่เขาได้ทำลงไปนั้น แทบจะไม่มีผู้ใดได้รู้เห็น

แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่างนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ที่มีอายุเพียงสิบแปดปีแต่มีศักยภาพที่จะเป็นกำลังของประเทศในอนาคต พระองค์กลับทรงใช้พระราชอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ ในการสอนให้พวกเรารู้จักพึ่งตนเอง และให้รู้จักใช้ความคิดเป็นเหตุเป็นผล แทนที่จะเอาแต่คิดพึ่งพิงอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กล่าวโดยย่อก็คือทรงฝึกให้พวกเราคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และยึดกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนานั่นเอง

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งทศวรรษ เมื่อผู้เขียนได้รับปริญญาตรี ปริญญาโท และกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็ได้ข่าวจากท่านผู้ใหญ่ในราชสกุลท่านหนึ่งที่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าพระองค์ท่านทรงเปรยๆ ถึงนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงว่า “ก่อนไปก็มาลา ไปแล้วก็หายไปเลย” นี่เป็นสาเหตุให้ผู้เขียนตัดสินใจกลับมาทำงานในประเทศไทยเป็นคนแรกๆ ของรุ่น หลังจากเรียนจบปริญญาเอกแล้ว และได้ร่วมระดมความคิดกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อแก้ไขระเบียบทุนเล่าเรียนหลวง จากเดิมที่เป็นการให้เปล่าแบบให้รางวัล (award) ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นต้องกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นระยะเวลาเท่ากับเวลาที่ได้รับทุน) โดยไม่บังคับว่าจะต้องทำงานในระบบราชการ

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งทศวรรษ ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ ประชาชนคนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก คติธรรมจากชาดกฉบับพระราชนิพนธ์นี้มีหลายประเด็น เป็นต้นว่าการลงมือทำด้วยความเพียรพยายาม การแก้ปัญหาโดยใช้องค์ความรู้และสติปัญญา การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำรงชีวิต และการเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเป็นต้น แต่คติธรรมที่ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่พวกเราเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลา ก็คือการพึ่งตนเอง แม้เมื่อมีความลำบากก็ไม่เอาแต่แบมือขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ให้พยายามยืนบนลำแข้งของตนเอง ดังเช่นพระมหาชนก ซึ่งแม้จะทรงว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรมาแล้วถึง ๗ วันโดยไม่เห็นฝั่ง ก็ไม่ทรงร้องไห้คร่ำครวญหรืออ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากนางมณีเมขลา ซึ่งมาปรากฎตัวต่อพระพักตร์เป็นต้น

โดยสรุป ผู้เขียนได้ดำรงชีวิตด้วยการพึ่งตนเองโดยไม่หวังแต่จะพึ่งพาอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามแนวทางของพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งที่ผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาไปศึกษาต่อในต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง พร้อมกับทำงานแบบปิดทองหลังพระตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมาแม้จะไม่เคยได้รับพระราชทานองค์พระมาให้ปิดทอง อันที่จริงหากเรื่องนี้จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คงจะเป็นพระบรมราโชวาทนั่นแหละที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะแม้จะเคยหวุดหวิดไปบ้างแต่ผู้เขียนก็แคล้วคลาดจากภยันตรายมาตลอด แถมยังได้มีโอกาสทำงานสำคัญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมาหลายครั้งก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวผู้เขียนจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักการดำเนินชีวิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้ในครั้งนั้น อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้


ดร. เลอสรร ธนสุกาญจน์

นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง พ.ศ. ๒๕๑๖

อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อดีตอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อกพ.) วิสามัญ
เกี่ยวกับระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ คณะที่ ๓
ด้านการจัดสรรทุนรัฐบาลและเตรียมกําลังคนภาครัฐ

lerson@lerson.org


หมายเหตุ:

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพระสมเด็จจิตรลดา ได้มาจาก บันทึกความทรงจำของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ในหนังสือ "รอยพระยุคลบาท" ตามที่มีผู้คัดลอกมาไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต


lerson.org HOME PAGE

version 1.00

last modified 14 November 2016

Except for brief pauses now and then, and a couple of day's down time during Hurricane Katrina in 2005, the web site "lerson.org" has been up and running continuously since December 1999. Over the past 15 years, our web server has been moved to various cities in the east and west coasts of the United States. We are happy to inform you that since June, 2015, our web site has found a new home in Singapore.

Like any household relocation, the move was a small pain we had to live with. Fortunately this time we experienced a disruption in service for less than 24 hours.

During the next several months, we expect to populate this site with new and interesting contents collected from my recent trips around the world.

Meanwhile, many, i.e. not all, of my published articles of general interests can be found at my teaching website that is still hosted by Chulalongkorn University.

Sorry for the inconvenience!

[Back to Top of Page]