Audience with the King

ความประทับใจเมื่อเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลา


ในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสู่สวรรคาลัย ได้มีการตีพิมพ์บทความเป็นจำนวนมาก ที่แสดงถึงพระราชอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาชนบท ด้านการเกษตรและชลประทาน ด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการกีฬา ฯลฯ ไม่ว่าจะเขียนจากการรวบรวมพระราชกรณียกิจ หรือเขียนตามประสบการณ์ตรง จากการที่ผู้เขียนบทความเหล่านั้นได้เคยถวายงานด้านต่างๆ บทความเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนรำลึกถึงการที่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาก่อนจะออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งถึงแม้จะเป็นประสบการณ์สั้นๆ และดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับบทความเฉลิมพระเกียรติที่ผู้อื่นได้เขียนไว้ แต่ในความรู้สึกของผู้เขียนแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนเกิดความประทับใจอย่างยิ่งในพระราชอัจฉริยภาพที่ยังไม่ค่อยได้ยินผู้ใดกล่าวถึง ผู้เขียนจึงได้พยายามเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นบทความสั้นๆ เพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษมาแล้ว ที่ผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนออกเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งพระองค์ท่านได้มีพระราชดำริให้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๐๘ จากทุน King’s Scholarship ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ แต่ก็มีอันถูกระงับไปตั้งแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เวลา ๑๒.๐๕ น. พันเอกจินดา ณ สงขลา เลขาธิการ ก.พ. ได้นำนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหกคน อันได้แก่ นายดำรง เกษมเศรษฐ์ นายสุวัฒน์ ธนียวัน นายวิทิต รัชชตาตะนันท์ นายภาสกร ขันธ์นะภา นางสาวกอบกุล ว่องพูลสิน (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลเป็น รายะนาคร) และผู้เขียน เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาและรับพระราชทานพร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ดังในรูปข้างบน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับบนพระเก้าอี้โซฟาในขณะที่พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พวกเรา ซึ่งหมอบกราบอยู่บนพรมแทบพระบาทของพระองค์ท่าน

หลังจากพระราชทานพระบรมราโชวาท ซึ่งผู้เขียนจำได้รางๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเพียรในการแสวงหาความรู้ พระองค์ท่านก็ทรงลุกขึ้นยืน พวกเราซึ่งไม่คุ้นกับการหมอบคลานเริ่มขยับแขนขาที่เป็นเหน็บชาอ่อนๆ จากการหมอบกราบอยู่ท่าเดียวเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทันใดนั้นเลขาธิการ ก.พ. ก็กราบบังคมทูลขึ้นอย่างว่องไวว่า นายภาสกร ขันธ์นะภา นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนจิตรลดา ขอพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ให้แก่นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงทั้งหกคน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และเป็นกำลังใจให้ขวนขวายเล่าเรียนจนสำเร็จตามพระบรมราโชวาท

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ได้อยู่ในวงการวัตถุมงคล ผู้เขียนขอเล่าเป็นเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า พระสมเด็จจิตรลดาจัดเป็นหนึ่งในสุดยอดพระมหามงคล เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกดผงมวลสารเข้าไปในแม่พิมพ์ให้เป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง มวลสารที่ว่านี้ประกอบด้วยวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัดในประเทศไทย ผสมกับวัตถุมงคลในพระองค์ เช่น เส้นพระเจ้า (เส้นผม) เป็นต้น ในสมัยประมาณพุทธทศวรรษที่ ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา พร้อมเอกสารแสดงหมายเลข (serial number) แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ที่ถวายงาน และที่ต้องเผชิญกับผู้ก่อการร้ายตามจังหวัดชายแดนของประเทศ โดยที่พระองค์มีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานแต่ละรายว่า “ให้ปิดทองเฉพาะที่หลังองค์พระ” ซึ่งพระองค์ได้เคยพระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ด้วยว่าการปิดทองหลังองค์พระหมายถึงการทำความดีที่ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ผู้อื่นรู้ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และการถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว ปัจจุบันผู้คนมักไม่ค่อยนึกถึงพระสมเด็จจิตรลดาในฐานะเป็นกุศโลบายของพระองค์ท่านที่จะให้ข้าราชการมีกำลังใจทำความดีแบบปิดทองหลังพระ แต่มักจะนึกถึงพระสมเด็จจิตรลดาในฐานะเป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ที่มีจำนวนจำกัด จึงเป็นที่ต้องการของผู้คนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากการที่เว็บไซต์พระเครื่องประเมินราคาไว้องค์ละเป็นหลักล้านบาท

แทนที่จะเสด็จขึ้น การกราบบังคมทูลของเลขาธิการ ก.พ. ดังกล่าวเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับลงบนพระเก้าอี้โซฟาอีกครั้งเพื่อพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พวกเราต่อไป ผู้เขียนจำได้อย่างแม่นยำว่าประโยคแรกของพระบรมราโชวาทคือ “การที่เราจะเป็นคนดีหรือคนชั่วไม่ได้อยู่ที่ว่าเราห้อยอะไรไว้ที่คอ แต่อยู่ที่การกระทำของเราเอง” จากนั้นก็มีพระบรมราชาธิบายอย่างละเอียดต่อไปอีกเป็นเวลานาน ถึงการเชื่อในผลการกระทำของเราเองมากกว่าเชื่อในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้เขียนกะประมาณจากความชาของขาซึ่งหมดความรู้สึกไปแล้วว่าพระบรมราชโชวาทช่วงนี้น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบห้านาที จบลงด้วยว่าไม่พระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาตามคำขอ แล้วก็เสด็จขึ้น

การที่ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทรอบพิเศษ แทนที่จะได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ทำให้ผู้เขียนเกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผู้เขียนได้ประสบกับตัวเอง ว่านอกเหนือจากพระปรีชาสามารถในด้านต่างๆ ที่พวกเรามักจะทราบกันดีอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชอัจฉริยภาพอย่างสมดุล ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทรงเลือกใช้กุศโลบายที่เหมาะสมกับบุคคลแต่ละกลุ่ม ในการกระตุ้นให้ทำความดีเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม

ผู้เขียนรำลึกถึงภาพยนตร์สารคดีเฉลิมพระเกียรติเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ว่า เดิมทีเดียวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเข้าศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ตามความสนพระราชหฤทัย แต่หลังจากทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติอย่างกะทันหันใน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนไปทรงศึกษาในสายรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมทั้งได้ทรงลงทะเบียนเรียนวิชาในกลุ่มนิติศาสตร์เป็นจำนวนหลายวิชาในปีการศึกษาสุดท้าย ข้อมูลจากภาพยนตร์ดังกล่าวทำให้ผู้เขียนพอจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ได้ว่า ต่อมาหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทยและทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกได้สิบห้าปี ท่ามกลางยุคสงครามเย็นระหว่างกลุ่มประเทศเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับกลุ่มประเทศในค่ายสหภาพโซเวียต ซึ่งทำให้ไทยต้องรักษาตัวให้รอดจากภัยของประเทศมหาอำนาจ ที่ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนตามทฤษฎีดอมิโน (domino theory) และที่พยายามใช้ไทยเป็นฐานในการสกัดกั้นกลุ่มประเทศค่ายตรงข้าม ในขณะที่ไทยต้องต่อสู้กับปัญหาการปลูกฝิ่นของชนกลุ่มน้อย และปัญหาความยากจนของคนไทยเองเป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้พระราชอัจฉริยภาพด้านรัฐศาสตร์ ทรงประดิษฐ์พระสมเด็จจิตรลดาขึ้นมาสำหรับข้าราชการที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในขณะปฏิบัติราชการที่ยากลำบากหรือมีความเสี่ยงภัยสูงเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ โดยความดีที่เขาได้ทำลงไปนั้น แทบจะไม่มีผู้ใดได้รู้เห็น

แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่างนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ที่มีอายุเพียงสิบแปดปีแต่มีศักยภาพที่จะเป็นกำลังของประเทศในอนาคต พระองค์กลับทรงใช้พระราชอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ ในการสอนให้พวกเรารู้จักพึ่งตนเอง และให้รู้จักใช้ความคิดเป็นเหตุเป็นผล แทนที่จะเอาแต่คิดพึ่งพิงอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กล่าวโดยย่อก็คือทรงฝึกให้พวกเราคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และยึดกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนานั่นเอง

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งทศวรรษ เมื่อผู้เขียนได้รับปริญญาตรี ปริญญาโท และกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็ได้ข่าวจากท่านผู้ใหญ่ในราชสกุลท่านหนึ่งที่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าพระองค์ท่านทรงเปรยๆ ถึงนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงว่า “ก่อนไปก็มาลา ไปแล้วก็หายไปเลย” นี่เป็นสาเหตุให้ผู้เขียนตัดสินใจกลับมาทำงานในประเทศไทยเป็นคนแรกๆ ของรุ่น หลังจากเรียนจบปริญญาเอกแล้ว และได้ร่วมระดมความคิดกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อแก้ไขระเบียบทุนเล่าเรียนหลวง จากเดิมที่เป็นการให้เปล่าแบบให้รางวัล (award) ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นต้องกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นระยะเวลาเท่ากับเวลาที่ได้รับทุน) โดยไม่บังคับว่าจะต้องทำงานในระบบราชการ

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งทศวรรษ ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ ประชาชนคนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก คติธรรมจากชาดกฉบับพระราชนิพนธ์นี้มีหลายประเด็น เป็นต้นว่าการลงมือทำด้วยความเพียรพยายาม การแก้ปัญหาโดยใช้องค์ความรู้และสติปัญญา การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำรงชีวิต และการเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเป็นต้น แต่คติธรรมที่ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่พวกเราเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลา ก็คือการพึ่งตนเอง แม้เมื่อมีความลำบากก็ไม่เอาแต่แบมือขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ให้พยายามยืนบนลำแข้งของตนเอง ดังเช่นพระมหาชนก ซึ่งแม้จะทรงว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรมาแล้วถึง ๗ วันโดยไม่เห็นฝั่ง ก็ไม่ทรงร้องไห้คร่ำครวญหรืออ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากนางมณีเมขลา ซึ่งมาปรากฎตัวต่อพระพักตร์เป็นต้น

โดยสรุป ผู้เขียนได้ดำรงชีวิตด้วยการพึ่งตนเองโดยไม่หวังแต่จะพึ่งพาอำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามแนวทางของพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งที่ผู้เขียนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมลาไปศึกษาต่อในต่างประเทศด้วยทุนเล่าเรียนหลวง พร้อมกับทำงานแบบปิดทองหลังพระตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมาแม้จะไม่เคยได้รับพระราชทานองค์พระมาให้ปิดทอง อันที่จริงหากเรื่องนี้จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คงจะเป็นพระบรมราโชวาทนั่นแหละที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะแม้จะเคยหวุดหวิดไปบ้างแต่ผู้เขียนก็แคล้วคลาดจากภยันตรายมาตลอด แถมยังได้มีโอกาสทำงานสำคัญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติมาหลายครั้งก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวผู้เขียนจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักการดำเนินชีวิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ให้ในครั้งนั้น อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้


ดร. เลอสรร ธนสุกาญจน์

นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง พ.ศ. ๒๕๑๖

อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อดีตอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อกพ.) วิสามัญ
เกี่ยวกับระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ คณะที่ ๓
ด้านการจัดสรรทุนรัฐบาลและเตรียมกําลังคนภาครัฐ

lerson@lerson.org


หมายเหตุ:

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพระสมเด็จจิตรลดา ได้มาจาก บันทึกความทรงจำของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ในหนังสือ "รอยพระยุคลบาท" ตามที่มีผู้คัดลอกมาไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ผู้เขียนขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์นิรมล สวัสดิบุตร และผู้ช่วยศาสตราจารย์แอนน์ รัตนากร แห่งคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้กรุณาตรวจแก้ภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำราชาศัพท์ ในข้อเขียนข้างบนนี้


The object you want to link to.

เชิญอ่าน e-book เรื่อง ชีวิตที่ดีที่สุด

จากธรรมเทศนาในการปฏิบัติธรรม
ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
โดย พระอาจารย์ชยสาโร
จัดโดย ชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง
ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙


source: wikipedia -> upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/70/Pitsuewan.jpg

รำลึกถึง ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ผมได้ทราบข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเลขาธิการขององค์การอาเซียน (ASEAN) ด้วยความตกใจและเศร้าสลด ผมมีความรู้สึกร่วมกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่เห็นว่าประเทศไทยได้สูญเสียคนดีและมีความสามารถไปอีกท่านหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร. สุรินทร์กับผมเคยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกัน และมีความสนิทสนมกันพอสมควรในช่วงเวลานั้น ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้แสดงความเสียใจ และแสดงความประทับใจใน ดร. สุรินทร์ที่ผมรู้จัก เมื่อเกือบครึ่งศตวรรษมาแล้ว

ผมได้เริ่มรู้จักกับคุณสุรินทร์ (สมัยนั้นยังไม่ได้เรียนจบปริญญาเอกเป็นด็อกเตอร์) เมื่อผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรับทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholarship) ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2516 โดยนักเรียนทุนที่ไปอเมริกา มีกำหนดออกเดินทางจากประเทศไทยในต้นเดือนกันยายนเพื่อไปปฐมนิเทศและเข้าคอร์สทบทวนภาษาอังกฤษระยะสั้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้ายเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักเรียนทุนระดับปริญญาตรี ที่จะต้องไปซ้ำชั้นมัธยมปลายเสียปีหนึ่งก่อน เนื่องจากไม่ได้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้า เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าได้รับทุนก็จวนจะต้องออกเดินทางจากประเทศไทยแล้ว โรงเรียนเทเบอร์ อะแคเดมี (Tabor Academy) ที่ผมไปเข้าเรียนเป็นนักเรียนไทยคนเดียวของปีนั้น ตั้งอยู่ที่เมือง
แมเรียน (Marion) มลรัฐแมสซาชูเสททส์ (Massachusetts) ซึ่งอยู่ติดทะเล ใกล้แหลมค็อด (Cape Cod) ซึ่งอยู่ประมาณ 80 ไมล์ทางทิศใต้ของเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ซึ่งมีแม่น้ำชาร์ลส์ (The Charles) กั้นออกจากเมืองบอสตัน (Boston) เมืองหลวงของมลรัฐแมสซาชูเสททส์ สมัยนั้นยังไม่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้สะดวกเหมือนในปัจจุบัน ไม่มีสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) มีแต่บีบีซี (BBC) กับวอยซ์ออฟอเมริกา (VOA) ซึ่งทั้งคู่ต้องรับฟังด้วยเครื่องรับวิทยุคลื่นสั้น ที่นักเรียนมัธยมอย่างผมไม่มี ดังนั้นผมและเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ จึงได้เฝ้าฟังข่าววิทยุเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย ผ่านสำนักข่าวซีบีเอส (CBS) ซึ่งมีเครือข่ายให้รับฟังได้แทบทุกเมืองในสหรัฐโดยใช้เครื่องรับวิทยุเอเอ็ม-เอฟเอ็ม ธรรมดา ทำให้ได้ทราบว่า ประเทศไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นการจบยุคเผด็จการทหารในประเทศไทยที่ยาวนานกว่า 15 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีได้หลบออกจากประเทศไทย มาขอลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยพำนักอยู่กับลูกสาวและลูกเขยอย่างสุขสบายที่ย่านหรูที่สุดย่านหนึ่งของเมืองบอสตัน (แต่คนที่เมืองไทยมักจะได้ยินว่าชีวิตลี้ภัยมีแต่ตกระกำลำบาก) ในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ผมก็ได้ข่าวจากกลุ่มนักเรียนไทยในบอสตัน ว่าคนไทยที่นั้นกำลังนัดรวมตัวกัน และขออนุญาตเดินขบวนอย่างถูกต้องตามกฎหมายของสหรัฐ เพื่อขับไล่สัญลักษณ์ของระบอบ “ทรราชย์” (แปลจากภาษาอังกฤษว่า “tyranny” ซึ่งราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ระบอบการปกครอง ที่ผู้ปกครองบ้านเมืองใช้อํานาจตามอําเภอใจ ทําความเดือดร้อนทารุณให้แก่ผู้อยู่ใต้การปกครองของตน”) และคุณสุรินทร์ ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของกิจกรรมนั้นหรือเปล่า เป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ได้ส่งจดหมายมาชวนให้ผมไปร่วมงาน ด้วยเหตุผลที่ผมเป็นเด็กนักเรียนใหม่ที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเพราะเทเบอร์หันหน้าลงทะเลที่อ่าวบัสเสิดส์ (Buzzards Bay) ด้านหลังโรงเรียนก็เป็นป่าละเมาะ แถมยังไม่มีรถประจำทางระหว่างเมืองวิ่งผ่านเสียอีก ผมจึงอยากจะไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง (ที่เมืองไทยผมก็ได้เคยเดินมาแล้วบนถนนราชดำเนินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น สมัยเริ่มเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลก่อนจะออกเดินทางไปอเมริกา) แต่บังเอิญผมติดสอบเก็บคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยในวันที่เขานัดจะเดินกันพอดี จึงต้องตอบปฏิเสธ โดยขอผัดไว้ว่าจะไปร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ติดต่อกัน ก่อนที่ผมจะได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard ซึ่งที่จริงควรจะสะกดตามเสียงอ่านว่า "ฮาเวิด") ให้เข้าเป็นนักศึกษาปริญญาตรี (และได้รับยกเว้นปีหนึ่ง เข้าไปเป็นนักศึกษาปีสอง คือ sophomore เลย) ที่ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ ซึ่งคุณสุรินทร์กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท

ในปีถัดมาเมื่อผมเข้ามาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีปีแรกที่ฮาวาร์ดนั้น บอสตันและเมืองรอบๆ เป็นเสมือนมหานครตักศิลาที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐอเมริกา เพราะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำกระจุกตัวกันอยู่หลายแห่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อเสียงของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสททส์ ที่มักเรียกกันว่า เอ็มไอที (MIT) ซึ่งขณะนั้นมีรุ่นพี่คนไทยเรียนอยู่หลายคนในระดับปริญญาตรี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีก็เพิ่งทรงสำเร็จการศึกษาไปเมื่อสองปีก่อน นอกเมืองออกไปหน่อยมีมหาวิทยาลัยทัฟทส์ (Tufts) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมายและการทูตเฟลตเชอร์ (Fletcher School of Law and Diplomacy) ที่คนไทยนิยมไปเรียนกันมาก ตัวอย่างในสมัยนั้นคือพี่เป้า ชลชินีพันธ์ ปทุมานนท์ (พี่เป้าจบสาธิตจุฬาฯ รุ่น 2 อายุมากกว่าผม 6 ปี คือเท่ากับ ดร. สุรินทร์ และทั้งคู่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS) ซึ่งต่อมากลายเป็นท่านทูตชลชินีพันธ์ ชีรานนท์ เอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน กรุงเบอร์ลิน ฯลฯ ทั้งยังเคยเป็นรองปลัดกระทวงต่างประเทศด้วย สำหรับที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดนั้น ผมในฐานะน้องใหม่ได้พบกับรุ่นพี่คนไทยสองสามคน อาทิเช่น ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย (ปัจจุบันคือศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่โรงเรียนกฎหมาย Harvard Law School สำหรับในระดับปริญญาตรีมีรุ่นพี่คนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด 4 คนในปีที่ผมเข้ามาเป็นน้องใหม่ ได้แก่ (1) พี่ตุ้ย พรรณรงค์ สาลีรัฐวิภาค พี่ชายของคุณพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พี่ตุ้ยรับทุนเล่าเรียนหลวงปี 2513 ไปเรียนรัฐศาสตร์ (government major) และควรจะมีอนาคตไกลมาก แต่ด่วนถึงแก่กรรมไปก่อนเวลาอันควรเมื่อราวยี่สิบห้าปีมาแล้ว (2) พี่ไชยา วงษ์กระจ่าง รับทุนทหารอากาศตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา ไปเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเรียนจบแล้วก็กลับมาสอนที่โรงเรียนนายเรืออากาศจนเป็นนาวาอากาศเอกและได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ (3) พี่สุวิทย์ ไทยศรีวงศ์ รับทุนเล่าเรียนหลวงปี 2514 ไปเรียนเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ เมื่อจบปริญญาเอกจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) แล้วก็ทำงานค้นคว้าวิจัยพัฒนายาใหม่อยู่หลายสิบปี เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นยาทิพรานาเวอร์ (Tipranavir) ซึ่งเป็นยาสำหรับใช้กับผู้ป่วยโรคเอดส์ ตำแหน่งล่าสุดเป็นรองประธาน (Vice President) ด้านเคมียาใหม่ (Discovery Chemistry) ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ไฟเซอร์ (Pfizer) และ (4) พี่เท็ด สรายุทธ กันหลง รับทุนทหารอากาศตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาหลังพี่ไชยาหนึ่งปี ไปเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อกลับเมืองไทยแล้วได้รับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และปริญญาเอกสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลอลงกรณ์ฯ แล้วเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่โรงเรียนนายเรืออากาศก่อนจะเกษียณอายุราชการ นอกจากนี้ ในเวลาเพียงสองสามปีต่อมาจากที่ผมเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้มีนักศึกษาชาวไทย เข้ามาเรียนในสาขาต่างๆ ในระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อีกเป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะยกตัวอย่างที่ผู้คนทั่วไปจะคุ้นชื่อสัก 5 ท่าน คือ (1) ท่านวิชัย วิวิตเสวี ที่ต่อมาเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และเป็นกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) (2) พี่หนึ่ง จีรนิติ หะวานนท์ (สาธิตจุฬาฯ รุ่น 6 และรับทุนอานันทมหิดล) ซึ่งต่อมาคือศาสตราจารย์พิเศษ ดร. จิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และเคยเป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) (3) คุณเข็มชัย ชุติวงศ์ ก่อนจะมาเรียนที่อเมริกาเป็นเนติบัณฑิตไทยเพียงคนเดียวที่สอบได้เกียรตินิยมในรอบหลายสิบปีที่เปิดสอบมา และอีกสี่สิบปีหลังจากนั้นก็ได้เป็นอัยการสูงสุด (4) คุณปั้น บัณฑูร ล่ำซำ และ (5) ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล (ทุนอานันทมหิดล) สองท่านหลังมาเรียนบริหารธุรกิจที่โรงเรียนธุรกิจ (Harvard Business School) คุณบัณฑูร นั้นต่อมาเป็นหมายเลขหนึ่งของธนาคารกสิกรไทย ส่วน ดร. ประสาร ต่อมาภายหลังได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการ ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ฯลฯ ที่ผมเล่าให้ฟังอย่างยืดยาวก็เพื่อจะให้ให้ได้เห็นบรรยากาศว่านักศึกษาไทยในบอสตัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฮาวาร์ดในสมัยคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เรียนปริญญาโทและเอกอยู่นั้น เป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิ (นักศึกษาต่างชาติก็ระดับหัวกะทิเช่นกัน) ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย (network) เพื่อนฝูงที่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และอาจจะได้ทำงานร่วมกันในอนาคต (ส่วนคุณสมบัติของอาจารย์ไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า ฮาวาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่รวมอาจารย์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลไว้เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก)

ถึงแม้คนทั่วไปจะคิดถึง ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะที่เป็นนักการทูต แต่น่าสังเกตว่าท่านมาเข้าเรียนปริญญาโทที่ฮาวาร์ดแทนที่จะไปเรียนที่เฟลตเชอร์ที่กล่าวถึงในย่อหน้าก่อน คนไทยส่วนใหญ่ที่เรียนจบจากเฟลตเชอร์นั้น มักจะกลับมาเป็นข้าราชการประจำในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ เรียกกันว่าเป็นนักการทูตอาชีพ (career diplomat) แต่คุณสุรินทร์มีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตัวมาก ในขณะที่มีไหวพริบและความเฉลียวฉลาด แถมยังมีความเป็นเลิศในการถ่ายทอดความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจ และพร้อมจะมีชีวิตที่โลดโผนกว่าการเป็นนักการทูตอาชีพ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ที่จะมาเข้าเรียนที่ฮาวาร์ด ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวคงจะยังไม่ทราบว่าในอนาคตต่อไปจะได้มีโอกาสเล่นการเมือง และใช้การเมืองกับบุคลิกและความสามารถเฉพาะตัว เป็นช่องทางที่จะสร้างและสะสมผลงาน จนได้รับตำแหน่งทางการทูต (เรียกว่าเป็น political appointee) ทำให้สามารถสร้างผลงานในระดับที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

ในปีแรกที่ผมเข้าเรียนที่ฮาวาร์ดนั้นเองคุณสุรินทร์ก็เรียนจบปริญญาโท เราได้ทำกิจกรรม กิน และเที่ยวด้วยกันในเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่คุณสุรินทร์จะเดินทางไปค้นคว้าหาข้อมูลสำหรับทำปริญญาเอก ตอนแรกผมนึกว่าคงกลับไปเก็บข้อมูลที่ประเทศไทย แต่ต่อมาก็ได้ยินว่าคุณสุรินทร์ไปเก็บข้อมูลดังกล่าวอยู่ที่ประเทศอียิปต์ จนประมาณสองสามปีต่อมา ก็ได้ข่าวว่าคุณสุรินทร์กลับมาเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ฮาวาร์ด จากนั้นได้เจอกันอีกเป็นครั้งคราว ก่อนที่คุณสุรินทร์จะรับปริญญาเอกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลายเป็น ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในปีสุดท้ายที่ผมอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ ขณะนั้นผมกำลังเรียนปี 4 ในโปรแกรมปริญญาเอกด้านชีววิทยาหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีควบโทมาแล้ว แต่ในปีนั้นเองผมจำเป็นต้องย้ายตามอาจารย์ที่ปรึกษาไปทำวิทยานิพนธ์อยู่ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie-Mellon) ณ เมืองพิทส์เบอร์ก (Pittsburgh) มลรัฐเพนน์ซิลเวเนีย (Pennsylvania) จนอีก 3 ปีต่อมาผมถึงได้กลับมา สอบปากเปล่าป้องกันวิทยานิพนธ์ และรับปริญญาเอกด้านชีววิทยา เป็นปริญญาใบที่ 3 จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดยที่ผมรับพร้อมกันกับ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย (สาธิตจุฬารุ่น 10) ซึ่งรับปริญญาเอกจากฮาวาร์ดเช่นกันแต่เป็นสาขานิติศาสตร์ (SJD)

ดร. สุรินทร์เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติ รับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นคนมีหลักการ มีความคิดหลักแหลม มีความเข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งของไทยและของต่างประเทศเป็นอย่างดี และมีอัจฉริยภาพในการพูดในที่ชุมนุมชนได้อย่างสง่างามเสมอ (ฉายแววเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา) ผมมีความประทับใจในไหวพริบและความสามารถของ ดร. สุรินทร์มาก ตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นนักศึกษาปริญญาตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้งหนึ่ง ดร. สุรินทร์ได้แสดงวีรกรรม รักษาชื่อเสียงของประเทศไทยไว้ได้ ในเหตุการณ์ต่อไปนี้

กลางทศวรรษที่ 70 สถานการณ์ในกัมพูชาเริ่มร้อนระอุ เขมรแดงครองอำนาจ มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และมีชาวเขมรจำนวนเป็นแสนคน อพยพหนีตายเข้ามาในเขตไทย ทำให้ไทยต้องตั้งค่ายผู้อพยพไว้ตามแนวชายแดน ในช่วงเวลานั้น มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้เป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมเสวนาทางวิชาการระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องและหาทางออกให้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ ผู้ร่วมงานมีตั้งแต่บุคคลระดับรัฐมนตรี อดีตผู้นำ สื่อมวลชน ฯลฯ ซึ่งมีเก้าอี้ให้นั่งรอบโต๊ะเสวนา ไปจนถึงนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ซึ่งมีจำนวนมากจนต้องยืนฟังอยู่รอบห้องประชุมจนล้นออกมานอกห้อง ในระหว่างการเสวนา มีผู้ร่วมเสวนาคนหนึ่งซึ่งเป็นฝรั่งแสดงความเห็นว่า สถานการณ์ในค่ายอพยพที่ประเทศไทยมีสภาพเลวร้ายมาก เทียบได้กับค่ายนรกของนาซีเยอรมัน (Nazi concentration camp) และที่ประชุมก็ดูเหมือนจะเห็นคล้อยตามไปด้วย ผู้ร่วมเสวนาคนอื่นก็เริ่มจะจับประเด็นนี้ขึ้นมาประณามประเทศไทย ผมเองรู้สึกได้ว่าสถานการณ์เริ่มจะไม่ดี และคิดว่าควรจะมีใครสักคนแก้ต่างให้ประเทศไทย แต่จะแก้ไปในทิศใด เรียบเรียงคำพูดอย่างไรดี อีกทั้งนักศึกษาที่ไปเข้าร่วมเสวนาก็ไม่มีไมโครโฟนให้พูดได้เหมือนกับผู้ที่นั่งรอบโต๊ะ ความคิดของผมยังไม่ทันตกผลึกว่าจะทำอย่างไรดี ก็เห็นคุณสุรินทร์เบียดเข้าไปฉวยไมโครโฟนได้ตัวหนึ่ง และเมื่อได้คิวพูด คุณสุรินทร์ก็เริ่มพูดด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันปนใต้ (ไทย) นิดๆ ที่ฟังแล้วมีเสน่ห์ โดยพูดอย่างหนักแน่นแต่ไม่ก้าวร้าว มีใจความที่ให้สติแก่ที่ประชุมว่า ค่ายนรกของนาซีเป็นส่วนหนึ่งของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ซึ่งในกรณีของกัมพูชานั้น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นฝีมือของคนเขมรด้วยกันเองและเกิดขึ้นนอกประเทศไทย ในเมื่อมีชาวเขมรหนีตายเข้ามาในเขตไทยเป็นเรือนแสน ไทยก็แสดงน้ำใจด้วยการตั้งค่ายผู้อพยพไว้รองรับแม้จะต้องใช้ทรัพยากรมากมายในการดูแลผู้อพยพดังกล่าว ดังนั้นไม่ควรจะเปรียบเทียบค่ายผู้อพยพของไทยกับค่ายนรกของนาซี และควรจะขอบคุณไทยด้วยซ้ำไป ที่มีมนุษยธรรม โดยจัดให้มีค่ายผู้อพยพ แทนที่จะใช้กำลังทหารขับไล่ผู้อพยพให้กลับเข้าไปตายในกัมพูชา เมื่อที่ประชุมได้ฟังคุณสุรินทร์พูดเพียงแค่นี้ ก็เริ่มรู้สึกตัว และหยุดประณามไทยในทันที เรียกว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและได้ผลของคุณสุรินทร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่ง ยังไม่จบปริญญาเอกเป็นด็อกเตอร์ด้วยซ้ำ วีรกรรมของคุณสุรินทร์ในครั้งนั้น ดูเหมือนจะเป็น "หนังตัวอย่าง" ของสิ่งที่ท่านจะได้ทำในอีกหลายสิบปีต่อมา ซึ่งแสดงให้เห็นความสามารถและบทบาทในการเป็นนักการทูตระดับโลก

เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ดร. สุรินทร์กับผมนานๆ จะได้เจอกันเสียที่หนึ่ง เพราะเราเดินกันคนละเส้นทาง ดร. สุรินทร์เริ่มต้นด้วยการเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ แต่ต่อมาก็กลายเป็นนักการเมืองและเป็นนักการทูตที่มีชื่อเสียง คือเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และเคยเป็นเลขาธิการขององค์การอาเซียนดังที่เราทราบกันดี ส่วนผมนั้นหลังจากทำงานวิจัยนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อยู่ระยะหนึ่ง ก็มาเป็นอาจารย์สอนวิชาชีวเคมีอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่เกือบสามทศวรรษ แต่ต่อมาก็เบนเข็มไปทำงานด้านนโยบายอวกาศอยู่เกือบยี่สิบปี ในขณะที่เริ่มบุกเบิกด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปด้วย ซึ่งเมื่อสามสิบปีก่อนแทบจะหาคนไทยที่ทำเป็นจริงๆ ไม่ได้เลย ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ถึงแม้จะเคยได้รับการทาบทามจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ก็ได้ตอบท่านไปว่าผมไม่เคยมีความทะเยอทะยานทางการเมือง ไม่เคยแม้แต่จะคิดเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด แค่รับใช้ชาติด้วยการเป็นนักวิชาการก็เหนื่อยมากพอแล้ว

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2540 เมื่อรัฐบาลไทยสนับสนุนให้ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมัครเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาตินั้น ผมก็รู้สึกยินดี ที่ไทยมีบุคลากรคุณภาพสูง ในระดับที่สามารถจะส่งเข้าไปชิงตำแหน่งที่จะสร้างคุณประโยชน์ระดับโลกได้ ในขณะเดียวกันก็เคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าพรรคการเมืองขั้วตรงกันข้ามได้กุมอำนาจรัฐในขณะนั้น ชื่อที่รัฐบาลสนับสนุน อาจจะเป็น ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็เป็นได้ แต่จะเป็นท่านใดท่านหนึ่งในสองท่านนี้ ผมก็รู้สึกยินดีทั้งคู่ เพราะทั้งสองท่านต่างก็เป็นบุคลากรอันทรงคุณค่าของไทย ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในเวลาสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผมเองได้มีโอกาสหลายครั้ง ที่ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องแก้วิกฤติการณ์เฉพาะหน้า ไปจนถึงวางแผนพัฒนาระยะยาว ทั้งที่เป็นเรื่องในประเทศ และในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเวทีสหประชาชาติ (UN) เวทีขององค์การชำนัญพิเศษต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) เวทีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือเวทีระดับภูมิภาคต่างๆ ซึ่งผมก็แก้ไขสถานการณ์ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี (แทบ) ทุกครั้ง จนสามารถเป็นแบบอย่าง (mentor) ให้รุ่นน้องๆ ได้ เคล็ดลับที่ผมใช้แต่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง ก็คือนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า ถ้า ดร. สุรินทร์ อยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับผมบ้าง ท่านจะใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างไร จึงจะเป็นที่ยอมรับของที่ประชุมหรือผู้ร่วมงาน ทำให้เกิดการพัฒนาเชิงรุกโดยไม่ก่อให้เกิดความบาดหมางมากขึ้น และสยบวิกฤติการณ์เสียก่อนที่จะเรื่องจะบานปลายจนแก้ไขได้ยาก นอกจากนั้นเมื่อได้ฝึกแก้ปัญหาในเวทีระหว่างประเทศบ่อยขึ้น ผมก็มีความมั่นใจในตัวเองพอสมควรว่าจะทำงานได้ เมื่อได้รับการทาบทามจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเมื่อหลายปีก่อน ว่ารัฐบาลไทยในสมัยนั้นจะสนับสนุนให้ผมเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ (Secretary General) ขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเซียแปซิฟิก หรือแอปส์โค (APSCO) ซึ่งเป็นคราวของประเทศไทยที่จะได้เสนอชื่อเลขาธิการ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดผมจะต้องตอบปฏิเสธไป เมื่อทราบว่าเลขาธิการจะต้องไปทำงาน ณ สำนักงานใหญ่ของ APSCO ที่กรุงปักกิ่งนานถึง 4 ปี อันจะทำให้ผมซึ่งเป็นลูกคนเดียวไม่สามารถดูแลคุณแม่ที่ขณะนั้นอายุ 90 กว่าปีได้

สมัยเมื่อเรียนจบปริญญาเอกมาใหม่ๆ ผมเคยตั้งความหวังไว้ในใจว่า วันหนึ่งหลังเกษียณอายุจากการทำงานไปแล้ว ผมจะหาเวลาไปพบปะกับเพื่อนเก่า และพี่ๆ น้องๆ หลายสิบคนที่เคยเรียนอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวประสบการณ์ของเพื่อนแต่ละคน ที่แยกย้ายกันไปทำงาน เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทยในด้านต่างๆ กัน บัดนี้เป็นที่น่าเสียดายว่า ผมจะไม่มีโอกาสได้ฟัง ดร. สุรินทร์ เล่าเรื่องสนุกๆ ของท่านให้ฟังเหมือนเมื่อนานมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีผู้คนเป็นจำนวนมาก ต่างส่งและแชร์เรื่องราวที่แสดงถึงทั้งความเก่งและความดีของ ดร. สุรินทร์ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ท่านจากพวกเราไป ทำให้ชาวไทยได้รู้ว่า ดร. สุรินทร์มีภูมิหลังความเป็นมาอย่างไร สามารถพัฒนาตัวเองจากเด็กนักเรียนปอเนาะจนเป็นรัฐบุรุษของอาเซียนและของโลกได้อย่างไร มีหลักการทำงานและดำเนินชีวิตอย่างไร เคยแสดงความคิดความเห็นอะไร เคยลงมือทำอะไร และได้ฝากผลงานอะไรไว้ให้ประจักษ์ต่อสายตาของคนไทยและชาวโลกบ้าง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นข้อมูลให้อนุชนได้ดูเป็นแบบอย่าง ถึงแม้ในความเป็นจริง ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะไม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ตาม ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าท่านยังอยู่ใกล้ๆ ที่ไหนสักแห่ง พร้อมที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้อนุชนรุ่นใหม่ ได้พัฒนาตนเอง ในขณะที่ทำงานเพื่อสังคมไทยและสังคมโลก ดังที่ท่านได้พากเพียรทำจนสำเร็จมาแล้ว อย่างนี้แหละที่เรียกว่าการเป็นอมตะ (immortality) ซึ่งหมายถึงว่า ชื่อเสียง ผลงาน และคุณความดีของ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไปชั่วกาลนาน

ดร. เลอสรร ธนสุกาญจน์

1 ธันวาคม 2560


lerson.org HOME PAGE

version 1.00

last modified 14 November 2016

Except for brief pauses now and then, and a couple of day's down time during Hurricane Katrina in 2005, the web site "lerson.org" has been up and running continuously since December 1999. Over the past 15 years, our web server has been moved to various cities in the east and west coasts of the United States. We are happy to inform you that since June, 2015, our web site has found a new home in Singapore.

Like any household relocation, the move was a small pain we had to live with. Fortunately this time we experienced a disruption in service for less than 24 hours.

During the next several months, we expect to populate this site with new and interesting contents collected from my recent trips around the world.

Meanwhile, many, i.e. not all, of my published articles of general interests can be found at my teaching website that is still hosted by Chulalongkorn University.

Sorry for the inconvenience!

[Back to Top of Page]